เช่ามอไซค์ขับเที่ยวจาก Manali – Leh – Pangong Lake

BY admin POSTED IN Travel

พอดีเพิ่งได้มีโอกาศไปเช่ามอไซค์ขับจาก Manali ไป Leh ครับ เลยอยากจะเอาข้อมูลต่างๆเอามาเขียนเผื่อจะมีประโยชน์และเป็นแนวทางต่อผู้ที่สนใจครับ ผมจะเล่าเป็นข้อๆละกันจะได้เข้าใจง่ายๆ

คลิปวีดีโอการเดินทางของเรา 12 วัน ใน 12 นาทีครับ

Manali – Leh มีไรดี ?

ไฮไลท์ของทริปนี้คือถนนที่ตัดผ่านระหว่าง Manali – Leh ซึ่งจะเป็นเส้นที่ผ่านเทือกเขาสูงตลอดทางครับ ทำให้เห็นวิวที่สวยงามเหมือนมีมนต์สะกดสายตาของคุณอยู่ แบบว่าไม่อยากละสายตาจากสองข้างทาง และอยากจะหยุดถ่ายรูปทุกๆนาทีเลยก็ว่าได้ ถ้าจัดอันดับเส้นทางท่องเที่ยวในอินเดีย Manali – Leh เป็นอันดับ 1 เลย ( อ้างอิงจากบล๊อกท่องเที่ยวหลายๆเว็บของอินเดีย )

เลย Rohtang Pass มาหน่อยนึง

Manali – Leh ถนนเป็นไง ?

โดยรวมแล้วขอบอกเลยว่า “แย่มาก” ครับ เป็นทางลูกรังประมาณ 80% ของทริปทั้งหมด แถมยังเป็นโค้งขึ้นเขาตลอดทาง เป็นทางที่คดเคี้ยวและแคบ  ส่วนคนที่เดินทางโดนรถยนต์ก็คงจะต้องมีเมารถกันน่าดูครับ เพราะผมเห็นคนลงจากรถมาอ๊วกกันเยอะมาก ถนนที่นี่ถึงจะแย่แต่เนื่องจากวิวสองข้างทางที่สวยมากๆมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า โดยรวมแล้วมันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ ในทางกลับกันมันคือแดนสวรรค์ของนักเดินทาง เพราะถ้าความเจริญยิ่งเข้ามามากเท่าไหร่ความสวยงามตามธรรมชาติมันก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ผมได้กล่าวเอาไว้

ถนน Manali - Leh

ช่วงเวลาท่องเที่ยว

ฤดูกาลท่องเที่ยวสำหรับไบค์เกอร์ที่นี่ก็คือหน้าร้อนในช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน เท่านั้นครับเพราะว่านอกเหนือจากนี้จะเป็นหน้าหนาวซึ่งกินเวลายาวนาว และถนนทั้งหมดจะถูกหิมะปกคลุมทำให้รถไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ ซึ่งพอประมาณเดือนพฤษภาคม พวกเจ้าหน้าที่ก็จะเริ่มเคลียร์ทางให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนให้สัญจรไปมาได้ ส่วนในช่วงหน้าหนาวใครที่อยากมาก็จะต้องบินมาลงที่ LEH เท่านั้นครับเพราะถนนไม่สามารถใช้การได้

Manali – Leh – Pangong อยู่ที่ใหน

Manali – Leh เป็นเส้นทางท่องเที่ยวในตอนเหนือของอินเดีย , Manali จะอยู่ในรัฐ Himachal Pradesh ส่วน Leh จะอยู่ในรัฐ Jammu and Kashmir ครับ ส่วน Pangong ก็อยู่ใน Jammu and Kashmir เหมือนกัน ทะเลสาบที่นี่สวยมากๆครับ  Pangong Lake เป็นทะเลทราบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก ( แปลกไหมหล่ะว่าไม่ติดทะเล แต่น้ำดันเค็ม ) และมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 4400 ม โดยพื้นที่ 30% ของทะเลสาบอยู่ในเขตของอินเดียส่วนที่เหลืออีก 70% เป็นของจีนครับ 

ตำแหน่ง Manali ในอินเดีย

 

เส้นทางทริปของเรา

ทริปมอไซค์ของเราเริ่มจาก Manali – Keylong – Sarchu – Leh แล้วต่อจากนั้นไป Leh – Pangong – Nubra – Hunder – Kardungla – Leh ครับ โดยเราจะวิ่งเป็นวงกลมจาก Pangong – Nubra  เราจะไม่กลับไปที่ LEH แต่เราจะวิ่งเป็นวงกลมผ่านถนนที่ชื่อว่า Shyok

จะเห็นว่าเส้นทางหลักๆเราจะแบ่งหลักๆเป็น 2 ช่วงครับคือ Manali – Leh และ Leh – Pangong – Leh เพราะมอไซค์ที่เราเช่ามาจาก Manali – Leh จะไปขับต่อ Leh – Pangong ไม่ได้ครับ เพราะเป็นคนล่ะพื้นที่และสมาคมแท๊กซี่ที่นั่นเขาไม่อนุญาตให้มอไซค์นอกพื้นที่ไปขับในโซนนั้น ( ผมคิดว่าน่าจะเรื่องผลประโยชน์ แบ่งๆกันทำมาหากิน ) หรือบางคนเค้าก็ใช้วิธีใช้รถจาก LEH มารอเราที่ Manali ก็ได้ครับจะได้เข้าได้ทั้งสองโซนครับ

เส้นทางทริป Manali Leh

 

รายละเอียดเช่ารถมอไซค์จาก Manali เพื่อไป Leh

เราเช่าและมัดจำมอไซค์ไปจั้งแต่ที่ไทยครับ โดยเริ่มแรกก็ google หา “Bike Rental Manali” ก็ไปเจอเจ้านึงมีเว็บ bikerentalsmanali.com เลย และก็มี review ซึ่งดูดีมากๆใน TripAdvisor https://www.tripadvisor.com/Attraction_Review-g297618-d4508015-Reviews-Bike_Rentals_Manali-Manali_Himachal_Pradesh.html ผมก็เลยไม่ลังเลใจเลือกเจ้านี้ครับ

ช่องทางการติดต่อกับเขาที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคือ Whatsapp ร้านจะดูแลโดย 2 พี่น้องชื่อ Anurag กับ Abhinav ครับ , Whatsapp เป็น app ที่นิยมมากในอินเดียคนอินเดียก็เลยมักจะ active บนแอปนี้ เบอร์ติดต่อเขาก็คือ +919459673440 และ +919816044140 , พอเราเซฟเบอร์เข้ามือถือ ID whatsapp ก็น่าจะเชื่อต่ออัตโนมัติครับพร้อม chat , โดยคนที่ผมคุยประจำและติดต่อตลอดคือ Anurag ครับใช้เบอร์ ..3440 คุยมาเรื่อยๆประมาณครึ่งปีได้ 555 เพราะทริปนี้วางแผนกันข้ามปีครับ 😛

ร้านเช่ามอไซค์ใน Manali

รายละเอียดการเช่าก็มีตามนี้

  • เช่ามอไซค์จากเขาเพื่อไป Leh ต้องเช่าอย่างน้อย 7 วัน พวกผมเลือกเช่า Royal Enfield 350cc ที่ราคา 1300 รูปีต่อวัน จำนวน 6 คันเป็นเวลา 7 วันครับ
  • จ้างช่างให้เดินทางไปกับเรา : เวลามีปัญหาอะไรเขาก็จะเป็นคนรับผิดชอบซ่อมให้เราทุกอย่างครับ เราไม่ต้องยุ่งอะไรกับมอไซค์เลย ตอนแรกที่คุยไว้คือเรา 6 คนเช่า 6 คัน ขับกันคนล่ะคันแล้วช่างก็ขับมอไซค์แยกของเขาแล้วขับตามเรา ถ้าแบบนี้เขาคิดค่าช่าง+มอไซค์ของช่างวันหล่ะ 3000 รูปี (1500 บาท)  ก็ตกลงตามนี้ไว้ครับ แต่พอไปถึงที่ Manali ที่ร้านเขา เขาแนะนำว่าอย่าให้ช่างขี่มอไซค์เอง เขาแนะนำให้เอาช่างซ้อนไปกับเราดีกว่า คือมอไซแค่ 6 คัน แต่คนขับ 6 คน+คนซ้อนซึ่งก็คือช่าง 1 คน ซึ่งแบบนี้เขาจะคิดแค่วันหล่ะ 1500 รูปี ( 750 บาท และ เซฟค่าใช้จ่ายเช่ามอไซค์ไปได้ 1 คันไง ) ตอนแรกพวกผมก็ลังเลแบบว่า ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาซ้อนหรอกใช่ป่ะ ขับคนเดียวฟินกว่าเยอะ แต่มีอีกเหตุผลนึงนอกจากที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายคือ ถ้าสมมุติมีใครคนนึงเกิดอาการป่วยหรือขี่มอไซค์ต่อไม่ไหวด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทริปของเราจะหยุดทันที เพราะมอไซค์ต้องมีคนขี่จะทิ้งมอไซค์กลางทางไม่ได้ ซึ่งเหตุผลนี้น่าสนใจมากครับและผมก็ตกลงกันไปตามนั้น และถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีมากครับทีให้ช่างซ้อนไปเพราะมีท่านนึงในทริปไม่สามารถขับได้จริงๆ นั่นก็คืออาการป่วยจากความสูงครับ AMS : จะเป็นอาการปวดหัวรุนแรง แน่นอนหล่ะถ้าปวดหัวนี่ไม่อยากจะทำไรแน่นอน ขี่มอไซเฉยๆอาจจะยังพอทนแต่ต้องมาขี่มอไซค์บนทางแย่ที่สุดเท่าที่เคยเจอมา อาจจะยอมแพ้ได้ครับ และเพราะด้วยเหตุผลนี้มีสมาชิกท่านนึงเป็นคนที่ป่วยจากความสูงรุนแรงที่สุด ทำให้ขี่ไม่ได้ครับ ทำให้ช่างต้องมาขี่แทน ซึ่งตรงนี้พอจบทริปผมต้องกลับไปขอบคุณร้านเช่ามอไซค์เลยครับที่แนะนำให้ช่างซ้อนไปแทนไม่งั้นทริปอาจจะไม่ได้จบแบบที่ควรจะเป็น

  • ทิ้งรถที่ Leh : ตอนแรกแผนการเดินทางก็คือขับไป Leh แล้วขับกลับทางเดิมมาคืนรถที่ Manali ที่ร้านที่เราเช่าไป แต่ก็มีความคิดจากสมาชิกว่าไม่อยากขับกลับเพราะการขับกลับน่าจะน่าเบื่อมากๆ ok ก็ว่าตามกัน เลยถามทางร้าน เขาก็บริการทิ้งรถที่ Leh ครับ ไม่ต้องขับกลับแล้วเขาจะส่งคนหรือจ้างแถวนั้นให้ขับกลับมาให้เขาเองที่ร้าน ( ขับกลับจริงๆ ไม่ใช่ขนกลับบนรถบรรทุก ) โดยส่วนนี้เขาจะคิดค่าบริการ 10,000 รูปีต่อคัน 6 คันก็ 6 หมื่นรูปี พวกผมก็ ok เอาตามนี้ครับ และนี่ก็เป็นการตัดสินใจที่ดีอีกอย่างครับเพราะหลังจากขับวนจบทริปมาที่ Leh ก็ไม่มีใครอยากขับกลับเพื่อไปคืนรถที่ Manali แล้วครับ ทุกคนเหนื่อยและรู้สึกอิ่มกับการขับมากๆๆๆ

รายละเอียดเช่ารถมอไซค์และรถจาก Leh ไป Pangong – Nubra – Hunder – Khardungla – Leh

ตามที่ได้บอกไปข้างต้นว่าเราไม่สามารถเอารถจาก Manali ขับเข้าไปเที่ยวพื้นที่พวกนี้ได้เพราะ สมาคมแท๊กซี่เขาไม่อนุญาต เคยมีเรื่องทุบตีรถจนพังมาแล้ว เลยทำให้ต้องเช่ามอไซค์แยกครับ พวกเรารู้ดีแต่จากไทยแล้วครับว่าต้องเช่าเพิ่ม เรื่องนี้เป็นที่รู้กันครับ ก็หลังจากใช้ 7 วันครบกับมอไซที่เช่ามาจาก Manali (ใช้ขับประมาณ 3-4 วันมาที่ Leh แล้วใช้วันที่เหลือเที่ยวขับใน Leh ไปในเมืองใกล้ๆ, เอาไป Shanti Stupa , เอาไปโรงพยาบาล )

พอครบ 7 วันตามที่วางแผนเที่ยวไว้แต่แรกก็ถึงเวลาที่จะต้องหาร้านเช่าครับ จนถึงวันนี้ก็รู้สึกเริ่มสนิทกับช่างมากครับ ดูเป็นคนซื่อๆดีน่าไว้ใจเลยมักจะถามคำแนะนำกับเขา ทุกคนในกลุ่มรู้สึกถูกชะตากับช่างคนนี้ครับ ก็ได้ทราบมาว่าเขามีเพื่อนที่เป็นร้านเช่ามอไซค์อยู่ก็เลยเช่าจากร้านเขา ที่ร้านเขาก็มีป้ายราคามอไซค์อันใหญ่ติดไว้ชัดเจนเลยทำให้รู้ว่าไม่ได้โดนหลอกหรือโกง และ Permit ที่จะต้องใช้ก็ให้ทางร้านเขาทำให้ครับ ( เราได้แอบไปสืบราคาด้วยเช่นกัน ก็ทำให้รู้ว่าเขาไม่ได้คิดเกินความเป็นจริง ) ( ปล.เรื่อง permit เดี๋ยวเล่าในอีกส่วน )

ก็ได้ตามราคานี้มาครับ Royal Enfield 500 CC วันล่ะ 1400 รูปี (700 บาท) เราได้เช่ารถจี๊บ 4 ล้อเพื่อให้ตามเราไปด้วย เพราะตามที่บอกไปข้างต้นสมาชิก 1 คนขับรถไม่ไหว ก็ให้นั่งรถไปแทน เราเอากระเป๋าสำภาระทั้งหมดขนไปบนรถแทนเช่นกัน และเราก็จ้างช่างต่อไปกับเราด้วย จากตอนแรกที่ว่าจ้างมาถึงแค่ Leh แต่เนื่องจากเห็นเส้นทางแล้วและอาการของรถที่ชอบมีเรื่องจุกจิกให้ดูเรื่อยๆเลยคิดว่าจ้างช่างไปด้วยดีกว่า ตกลงกับเขาอีกทีจ่ายสดตามราคาเดิมวันล่ะ 1500 รูปี (750 บาท) และราคารถจี๊บ 4 ประตูคือ 20,000 รูปี (10000 บาท รวมค่าน้ำมันแล้ว รวมคนขับ เป็นเวลา 4 วัน *เป็นราคาเหมา 4 วันน่ะ ไม่ใช่ราคาต่อวัน ) สรุปบนรถจี๊บก็ให้ขนกระเป๋าทั้งหมด , สมาชิกของเรา 1 ท่าน , ช่าง 1 คน และแน่นอนคนขับ 1 คน

และเกือบลืมเราได้เช่าถัง oxygen ไปด้วย 1 ถังในราคา 3000 รูปี (1500 บาท) เป็นถังใหญ่สูงประมาณเกือบ 1 เมตร เผื่อผู้ป่วยของเราที่ยังไม่หายดีสักเท่าไหร่ เดี๋ยวลงรายละเอียดอีกทีครับ

มอไซค์ Royal Enfield 350cc กับ 500cc

จาก Manali – Leh เราขับตัว 350cc และ จาก Leh – Pangong – Leh ขับ 500cc ครับ ตอนแรกที่เลือกเช่า 350cc จากไทยเพราะคิดว่า 350 ก็น่าจะพอแล้ว ยังไงทางไม่ดี ไม่ได้จะขี่อะไรเร็วแน่นอนอยู่แล้วไม่เห็นจำเป็นต้องเช่าตัว 500 เลย แต่พอได้ลองจริงตัว 500 ขับสนุกกว่าเยอะเลยครับ ตัว 350 ไม่รู้เพราะมอไซค์มีปัญหาหรือมันเป็นแบบนั้นอยู่แล้วมันจะอืดๆเวลาเจอทางขึ้น บิดไม่ติดมือ จะรู้สึกอืดๆ จะแซงก็รู้สึกไม่มั่นใจ แต่พอขับตัว 500 รู้สึกดีและสนุกกว่าเยอะเลย บิดติดมือแซงสบาย เพราะเหตุนี้ผมแนะนำเพิ่มเงินอีกนิดเช่าตัว 500 ตั้งแต่แรกเลยดีกว่าครับ ขี่สนุกกว่าเยอะเลย

Royal Enfield ใช้น้ำมันเบนซิน เบนซินที่อินเดียราคาลิตรล่ะประมาณ 70 รูปีครับ ( 35 บาท คิดแล้วราคาพอๆกะไทยเลย ) ลิตรนึงวิ่งได้ประมาณ 20 โลกว่าๆนิดๆ รถจะมีตะแกรงหลังให้วางขนของได้อย่างสบายครับ ตะแกรงหลัง และ ข้างครับ

รายละเอียดอาการป่วย, แพ้ ที่อาจจะเกิดขึ้น

ทางแพทย์น่าจะชื่อว่า AMS – Accute Mountain Sickness – เกิดจากการขึ้นไปบนที่สูงที่มี oxygen ต่ำอย่างรวดเร็วทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน โซนที่เราขับมอไซเป็นเทือกเขาอยู่สูง จุดสูงสุดอยู่ที่ 18,xxx ฟุต อาการหลักๆจะเกิดก็คือปวดหัวแล้วแต่ความรุนแรงที่เป็นครับ มีคนนึงปวดหัวจนน้ำตาไหลขี่ต่อไม่ไหว บางคนปวดพอทนได้ ปวดมากปวดน้อยแล้วแต่คน ผมบอกไม่ได้ว่าเกิดเพราะอะไร ทีมผมมี 6 คน มีอาการปวด 5 คน ผมคนเดียวที่ไม่มีอาการเลยตลอดทั้งทริป ไม่รู้เพราะอะไร ผมไม่ได้เป็นคนแข็งแรง กำลังกายก็แทบไม่ได้ออก มันคงมีปัจจัยอะไรบางอย่าง ถ้าใครผ่านมาอ่านเจอแล้วรู้ตอบหน่อยก็ดีครับ อยากรู้เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ก็คิดว่าคงมีอาการกันไม่กี่คนหรอก แต่นี่เป็นทีเป็นยกทีมครับ

อาการ AMS ครั้งแรก ที่เจอคือที่ Sarchu ครับเพราะตรงนี้สูงประมาณ 4500 ม.จากระดับน้ำทะเลแล้วครับ ปวดหัวกันทั้ง 5 คน ปวดมากปวดน้อยก็แล้วแต่คน ทุกคนรีบเข้านอน บางคนตื่นเช้ามาอาการก็จะทุเลาลงครับ ก่อนเดินทางพวกผมก็หาข้อมูลว่าควรกินยา Diamox พวกผมก็กินกันตามคำแนะนำตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง แต่ก็ยังเป็น AMS

ครั้งที่สองที่เป็นหนักก็ตอนขี่ขึ้น Tanglangla ครับ ความสูงประมาณ 5,328 ม. ตรงนี้พอขี่ขึ้นมาก็มีอาการปวดหัวเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ต้องเจอปัญหาที่ไม่คาดคิดคือ “รถยางแตก” คนที่ไม่ได้ยางแตกก็ขอรีบขับลงกันก่อนครับเพราะอยู่ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร มีแต่จะทำให้อาการของตัวเองแย่ขึ้น ( ปล.วิธีแก้อาการ AMS คือให้ลงที่ต่ำ )

13575719_10207023417291030_6821748736764779415_o13517428_10207023259047074_1671928029860943602_o

การเดินทางทางเครื่องบินและรถทัวร์เพื่อไป Manali

ทริปมอไซค์เราเริ่มจาก Manali และจบที่ Leh ครับ การเดินทางไป Manali เรานั่งเครื่อง 2 ต่อและรถทัวร์ 1 ต่อ โดยใช้สายการบิน Indigo Airline ซึ่งเป็น low cost airline ที่นิยมที่สุดของอินเดียครับ จริงๆถ้าไม่อยากเสียเวลาจะนั่งต่อเดียวจาก Bangkok – Delhi เลยก็ได้ แต่ดูแล้วสายการบินที่ให้บริการต่อเดียวราคาค่อนข้างสูงและผมอยากจะประหยัดค่าใช้จ่ายเลยเลือกนั่ง 2 ต่อครับแต่ก็ต้องแลกมากับการเสียเวลาเปลี่ยนเครื่องหลายชั่วโมงอยู่

Bangkok – Kolkata บินตี 2 ไทย – ถึง ตี 3 อินเดีย
Kolkata – Delhi บิน 6:20 โมงเช้าอินเดีย – 8:30 อินเดีย

จะเห็นว่าทำไมผมเว้นตรงกลางไว้ตั้ง 3 ชั่วโมงกว่า เหตุผลเพราะประสบการณ์ครับ กว่าเครื่องจะลง กว่าเราจะได้กระเป๋า แล้วเอากระเป๋าไป checkin ต่อ ( ซึ่งปิดก่อนเครื่องออกประมาณ 1 ชั่วโมง ) ตรวจตัวอะไรใหม่ทั้งหมด ใช้เวลาพอดีๆเลยครับ สมาชิกท่านอื่นตอนแรกก็คิดเซ็งเหมือนกันว่าต้องรอตั้ง 3 ชั่วโมงแต่จริงๆแล้วไม่ครับ เวลาพอดีมาก

ปล.เราต้องเปลี่ยนเครื่องบิน อย่าคิดว่าเครื่องแค่แวะจอดแล้วจะไปต่อ ต้องโหลด checkin ไรใหม่หมด

หลังจากถึง Delhi แล้วก็ต้องไป Manali , Manali เป็นเมืองท่องเที่ยวดังของรัฐ Himachal Pradesh แต่ไม่มีสนามบินและไม่มีสถานีรถไฟด้วย ทางเดียวที่จะไปได้ก็คือทางถนน ซึ่งจะเหมารถไปเองหรือนั่งรถทัวร์ไปก็ได้ เหมารถดูแล้วแพงและคิดว่านั่งรถทัวร์สบายกว่าครับเลยเลือกรถทัวร์ครับ รถทัวร์จะมีของหลายเจ้ามากและส่วนใหญ่จะออกเดินทางตอนเย็นขับทั้งคืนแล้วถึงตอนเช้าพอดี หลังจากหาข้อมูลก็ทราบว่าใช้บริการของรถทัวร์ของรัฐบาลดีสุดเพราะออกและถึงตรงเวลาสุด ของรัฐบาลชื่อ HPTDC ผมจองที่นั่งรถทัวร์ผ่านเว็บ tripadvisor ตกคนล่ะประมาณ 1200 รูปี  (600 บาท) แพงกว่าเจ้าอื่นประมาณ 2 ร้อยแต่ถ้าถึงตรงเวลาก็ถือว่าดีมากครับ และก็ถึงตรงเวลาจริงๆ เช้าๆประมาณ 6 โมงก็ถึงแล้ว ตอนหลังเพื่อนเล่าให้ฟังเคยมีคนนั่งกว่าจะถึง 9-10 โมงเลย รถทัวร์จะจอดกลางทางช่วงประมาณ 4 ทุ่ม และ ดึกช่วงก่อนเช้าอีกครั้ง รถทัวร์ไม่มีห้องน้ำนะครับและไม่มีเข้าใหนที่มีด้วย ต้องระวังการกินให้ดีอย่าให้ปวดฉี่และอึเด็ดขาดไม่งั้นก็ต้องรอยาวครับกว่าจะถึงจุดแวะของเขา ผมขึ้นไปก็พยายามหลับเลย Manali เป็นโซนภูเขาก็จะเป็นทางขึ้นเขาวนไปวนมา อาจจะเมารถเอาง่ายๆครับแต่ไม่ต้องกลัวเขาแจกถุงอ้วกให้ด้วยตอนขึ้นรถ ผมตื่นขึ้นมาตอนกลางคืนอยู่หลายรอบเหมือนกัน คนขับรถน่ากลัวมาก 5555 เข้าโค้งแรงๆเร็วๆแต่ก็น่าจะเพราะประสบการณ์ที่ขี่ขึ้นลงจนชำนาญ

อ้อเกือบลืมหลังจากลงเครื่องซึ่งเราลงตอนเช้าและขึ้นรถทัวร์อีกทีก็ตอนเย็นโน่น ก็เลยมีเวลาพอสมควรว่าจะทำไรดี พวกผมเลยจ้าง taxi ให้ไปส่งรถจุดที่รถบัสจะออก เพื่อนไปดูสถานที่และก็ให้เค้าพาเราเที่ยวในเมืองกันก่อน

จากสนามบินจะมี taxi ของหลายเจ้า พวกผมเลือกของรัฐบาลอีกเช่นเคยเพราะถูกสุด taxi เป็นระบบ pre paid บอกสถานที่จะไปแล้วจ่ายเงินที่ counter แล้วเอาสลิปไปโชว์กับคนขับข้างนอก เขาก็จะพาเราไป ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ตอนจะขึ้น taxi ใครไม่รู้มาช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถยกเสร็จจะขอทิปผมให้ไป 20 รูปี หรือประมาณ 10 บาท ได้รถตู้ขนาดเล็กพอๆกับตุ๊กๆ subaru 2 คัน คันล่ะ 400 รูปี (200 บาท)

IMG_20160618_090833

พอไปถึงจุดที่จะขึ้นรถบัสซึ่งเป็นที่จอดรถข้างถนนธรรมดาๆเลย ไม่มีที่นั่งอะไร ร้านค้าแถวนั้นแทบไม่มี ก็เลยคิดว่าเราไปเปิดห้องพักอยู่พักอาบน้ำสักแป๊บแล้วค่อยมาขึ้นรถตอนเย็นดีกว่า ก็เลยจ้าง taxi ที่อยู่ตรงนั้น ถามว่ามีโรงแรมใกล้ๆไหมแล้วก็ให้เขาพาไป โดนค่า taxi 2 คันรวมกัน 250 รูปี (125 บาท) เพื่อไปโรงแรม และเปิดห้อง 2 ห้อง ห้องล่ะ 1500 รูปี (750 บาท) checkin กลางวัน checkout ตอนเย็น ที่ Delhi จะร้อนมากครับร้อนกว่าไทยหน่อยก็เลยต้องเลือกห้องแอร์ ไม่งั้นคงทนไม่ได้ -*- แอร์โรงแรมอินเดียจะเป็นแอร์หน้าต่างครับ ไม่มี compressor ซึ่งก็ไม่ต้องหวังว่าจะเย็นมาก หรือเอาง่ายๆก็คือแอร์ไม่เย็นนั่นแหละครับ

พอถึงโรงแรมก็สบายล่ะครับ อาบน้ำพักผ่อนแล้วก็ออกไปกินข้าวกัน และมีเวลาเหลือก็ได้ไปเดินเล่นดู Redfort ครับ คนต่างชาติเสียค่าเข้าคนล่ะ 500 รูป (250 บาท) อัปเดต : สถานทูตมีประกาศ ชาวไทยไม่ต้องเสียราคาต่างชาติ ค่าเข้าราคาเดียวกับคนอินเดีย ถ้ารู้สึกเสียดายเงินก็ไม่จำเป็นต้องเข้าก็ได้ครับเพราะข้างในแทบไม่มีอะไรเลย สิ่งที่สวยที่สุดของ Redfort ก็เห็นจากข้างนอกนี่แหละ ถ่ายรูปจากลานกว้างๆหน้า Red fort รูปนี้สวยสุดล่ะ

พอตกเย็นก็ขนกระเป๋านั่ง 3 ล้อ มาขึ้นรถทัวร์ครับ จะมีห้องน้ำสะอาดๆอยู่ในตึกใกล้ๆข้างหลังรถบัส เข้าทำทุระให้เรียบร้อย รถทัวร์นั่งสบายมากครับ ผมสูง 180 ปกตินั่งรถอะไรก็จะมีปัญหาช่องระหว่างขากับที่นั่งเบาะข้างหน้าที่มีช่องน้อยมาก ไม่สามารถวางขาตรงๆได้ แต่รถทัวร์นี้มีช่องข้างหน้ากว้างมากนั่งสบายโคตรยืดขาได้เต็มที่ ที่นั่งก็สามารถเอนได้เยอะเลยถ้าไม่เกรงใจคนข้างหลังน่ะ 5555 ผมเอนพอเหมาะแล้วนอนสบายครับ

และตามที่บอกไปข้างต้นเช้าๆประมาณ 6 โมงก็ถึง Manali ครับ ซึ่งเข้าจอดที่สถานีรถบัสจากนั้นก็เช่ารถสามล้อแล้วให้ไปส่งที่ ที่พักก็เข้า checkin ได้เลยตั้งแต่เช้า ผมมางงทีหลังเหมือนกันว่าทำไมเขาให้ checkin เช้าจัง ดีนะไม่ต้องรอเวลา สงสัยอาจจะห้องว่างพอดี ห้องที่พักดีมากครับ ไว้จะอธิบายเกี่ยวกับที่พักในอีกส่วนครับ

13346636_10206935945184282_3674239842987777902_n13427987_10206935940824173_8036632383988421294_n (1)13442315_10206935944264259_6813024345046929359_n13450824_10206935946504315_2715441812949579911_n

13483252_10206935974185007_1915313135250742742_o

IMG_20160618_181818

รายละเอียดเส้นทาง ช่วงแรก Manali – Leh

Manali – Keylong : ระยะทางรวมประมาณ 115 กิโลเมตรโดยจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง ช่วงแรกทางจะดีหน่อย แต่ก็จะเจอรถติดมากครับเพราะว่าฤดูท่องเที่ยวคนจะมาเที่ยวเยอะ และก็ออกเดินทางในตอนเช้าๆเวลาใกล้ๆเคียงกันหมดครับก็จะติดในช่วงเริ่มต้นของวัน แล้วก็จะเจอทางแย่สลับไปมาตลอดทริป ถนนช่วงนี้เป็นถนนที่จะผ่านภูเขาที่มีต้นไม้เขียวๆให้เห็น ดูชุ่มชื้นสวมงามและชื่นใจสุดๆเลย ความสวยงามของแต่ละช่วงก็จะแตกต่างกันไป เส้นทางที่เหลือจากนี้ก็จะเป็นภูเขาแห้งๆสีน้ำตาล มีแต่หิน ดิน ทราย และรถจะไปติดตรง Rohtang Pass เยอะสุดครับ เหมือนว่ารถที่มาเที่ยวจากเมืองพอมาถึง Rohtang Pass แล้วก็กลับเลย รถก็เลยจะแออัดกันอยู่ช่วงนี้ พวกผมใช้เวลาออกจาก Manali ประมาณเที่ยงถึง Keylong ช่วงค่ำ , Keylong เป็นเมืองเล็กๆเท่าที่ดูไม่น่ามีไรสนใจครับ ที่ดูๆก็เหมือนจะเป็นจุดแวะพักผ่อนของนักท่องเที่ยวก่อนเดินทางในวันรุ่งขึ้นซะมากกว่าที่นี่มี hotel หลายที่ให้เลือกพักเลยครับ ถูกใจที่ไหนก็ลองใช้บริการดูครับ ราคาก็ไม่แพงมากครับห้องสองคนอยู่ที่ไม่เกิน 1200 บาทครับ ซึ่งถือว่าไม่แพงเลย

จุดชมวิวใกล้ๆ Rohtang Pass

Keylong – Sarchu : หลังจากพักที่ Keylong จนอิ่มแล้วเช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราก็ออกเดินทางช่วงประมาณ 11 โมงเช้า เพื่อไปพักอีกคืนที่ Sarchu ครับ ระยะทางประมาณ 95 กิโลเมตร ถือว่าใกล้ว่ารอบที่แล้ว เส้นทางมีทั้งดีและไม่ดีสลับกัน ถนนเส้นนี้พวกเราก็ผ่านทางเขาสวยๆแห้งๆมาตลอดทาง และก็หยุดถ่ายรูปตลอดทริป และเราก็มาถึง Sarchu ในช่วงหัวค่ำ ที่พักที่ Sarchu ส่วนมากเป็น camp เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแหละครับเพราะถ้าออกจาก keylong ก็จะมาถึง Sarchu ก่อนค่ำพอดีซึ่งก็ควรจะหยุดพักที่นี่แหละกำลังดีไม่เหนื่อยจนเกินไป ถือว่าเป็นจุดพักของนักท่องเที่ยวที่จะต้องพักตรงนี้ เพราะถ้าไม่พักตรงนี้ก็ต้องไปต่ออีกเป็นร้อยโลครับกลัวว่าจะขี่กันไม่ไหว และถ้าจะไม่พักที่นี่ก็คงต้องออกจาก Keylong กันแต่เช้ามืดเลยล่ะ ก็จะดูเหนื่อยเกินไปสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนอากาศที่ Sarchu หนาวมากแถมลมแรงอีกต่างหาก กลางคืนเลขตัวเดียวครับ ขนาดนี่เรามากันในหน้าร้อนกลางคืนยังวัดได้ประมาณ 5-7 องศาเลย และที่นี่ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ของนักท่องเที่ยวเลย เนื่องจากความสูงระดับ 4500 ม.จากระดับน้ำทะเล ถ้าคนไหนมีอาการแพ้ความสูงก็จะเริ่มที่นี่เป็นจุดแรกครับ ในช่วงหัวค่ำผู้ร่วมเดินทางคนแรก (พี่ป๊อป) เริ่มมีอาการ Acute Mountain Sickness ( AMS ) เป็นคนแรกและเป็นหนักที่สุดคือปวดหัวรุนแรงมากและหนาวสั่นไปทั้งตัว และก็ทยอยเป็นกันตามมาเรื่อยๆจนเกือบทุกคน (ยกเว้นผมที่ไม่เป็นอะไรเลย 555) อีกคนปวดจนไม่รอกินข้าวขอนอนก่อนเลย คนอื่นปวดพอทนได้แต่ขอรีบเข้านอนหลังกินข้าวเช่นกัน ที่พักที่เราพักก็จะเป็นเตนท์ผ้าใบ มีห้องน้ำเป็นส้วมชักโครกในตัว พวกผมพัก Dorjee Camp ครับ นอนหลับๆดื่นๆทั้งคืนครับเพราะพวกเราไม่ชินกับสภาพอากาศที่เบาบางของที่นี่ครับ

ถนน Sarchu Leh

Sarchu – Leh : หลังจากพักที่ Sarchu 1 คืน จุดหมายของเราต่อต่อไปก็คือ Leh นั่นเอง ซึ่งเราต้องขี่รถเป็นระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตรโดยต้องออกเดินทางแต่เช้าเพราะระยะทางค่อนข้างไกล พวกเราตกลงเดินทางในตอนเช้าตรู่ล้อหมุนตอน 7 โมงเช้า เส้นทางนี้เป็นการเดินทางยาวที่สุดเพราะกว่าจะถึง Leh ก็ 5 ทุ่มพอดีครับ ใช้เวลาเดินทางถึง 16 ชั่วโมง เส้นทาง Sarchu – Leh จะมีช่วงนึงที่เป็นพื้นที่โล่งๆๆๆไกลสุดลูกหูลูกตามองแล้วสวยมากครับ แล้วเราขับผ่านถนนเส้นนั้น ถนนที่ผ่ากึ่งกลางของที่โล่งๆที่วิวสวยๆแถมถนนดีอีกต่างหาก ตรงนี้พวกเรา “บิดหมดปลอกครับ” มันส์สุดๆ แต่หมดปลอกนี่คือวิ่งเร็วสุดแค่ 90 กว่าๆน่ะ 555555+ Royal Enfield 350cc ในสภาพอากาศที่เบาบางวิ่งได้แค่ประมาณนี้แหละครับ ช่วงไฮไลท์อีกช่วงคือผ่าน Taglang La ซึ่งเป็นถนนที่ถือว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ไฮไลท์ไม่ได้อยู่ตรงที่ขับผ่านครับ ไฮไลท์อยู่ตรงที่มอไซค์คันนึงยางแตกบนจุดนี้ครับ ชิบหายย อาการปวดหัวจาก AMS เริ่มจัดหนักกับทุกคนอีกเช่นเคยหนักบ้างเบาบ้างสลับกันไป หนักหน่อยก็ลงไปนอนสั่นอยู่ข้างทาง เบาหน่อยก็มีอาการมึนหัวเวียนหัวหน้ามืดคล้ายจะเปนลม ดมด้วยยาหม่อง..เอ้ยไม่ใช่ ยกเว้นผมที่ไม่มีอาการอีกเช่นเคย ตรงนี้เราเสียเวลาไปประมาณ 3 ชั่วโมง กับการปะยางสุดโหด เพราะอากาศที่หนาวจัดบน Taglang La ทำให้ช่างของเราไม่สามารถงัดยางได้ด้วยตัวคนเดียวครับ ต้องช่วยกันจับล้อกันถึงสามคนเลย เพราะมันเย็นจนขอบยางแข็งมาก งัดยากมาก เหล็กงัดยางนี่เด้งแทบจะตีใส่หน้าคนงัดต้องระวังดีๆเลย แถมเรางัดพลาดไปโดนยางในแตกไปสองเส้น กว่าจะเติมลมได้ก็เส้นที่สาม แต่โอ้วว ซวยอะไรขนาดนี้ สูบลมพวกเราดันพังอีก แต่โชคดีที่เรายืมสูบของนักท่องเที่ยวมาได้ครับ ซึ่งรายละเอียดเดี๋ยวจะเล่าในตอนท้ายๆของเนื้อหาให้นะครับ  เราไปถึงจุดหมายของเราคือ Leh เวลาประมาณ 5 ทุ่ม ถึงจุดนี้บอกเลยครับว่าแต่ละคนสภาพแบบไม่ค่อยสู้ดีนัก ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนของเล่นที่ถ่านใกล้จะหมดน่ะครับ นอนสลบกันถ้วนหน้าครับ

Tanglang La ระหว่าง Sarchu Leh

Leh : อากาศที่นี่เย็นกำลังสบายๆ พวกเราวางแผนพักที่นี่ 3 คืนโดยตอนแรกมีแผนจะเที่ยวตรงนี้ตรงนู้นใกล้ๆแบบไปกลับ เช่น Shanti Stupa , Magnetic Hill ก็ต้องเปลี่ยนครับ เพราะ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะทีมงานเรา (พี่ป๊อป) ของเราที่ปวดหัวหนักจนหมดสภาพมาตั้งแต่ Sarchu แต่ก็ยังทนปวดหัวมาได้ถึง leh และแอดมิตเข้าโรงพยาบาลครับ หลังจากเช็คทำให้ทราบว่า oxygen ในเลือดต่ำมาก ต่ำถึงประมาณ 50 กว่าๆ ซึ่งคนปกติต้องมีประมาณ 98 เท่านั้นเอง พอหมอวัดออกซิเจนออกมาได้ค่าเท่านี้หมอก็จับมือมาดูเล็บ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดคือเล็บเป็นสีม่วง ก็คืออาการหนักพอสมควร และก็เอ็กเซรย์แล้วก็ตามคาดอีกก็คือเจอน้ำในปอดจากอาการแพ้ความสูงนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นความรุนแรงระดับ 2 จาก 3 หมอให้นอนจนกว่าอาการจะดีขึ้นครับ แผนของเราระหว่าง 3 วันนี้ก็คือ เที่ยวในเมือง ตลาด และไปกลับ Shanti Stupa โดยทิ้งพี่ป๊อปไว้ที่โรงพยาบาล 5555 พี่ป๊อปที่นอนเน่าอยู่ที่ รพ.ฝากบอกเพื่อนทุกคนด้วยครับว่า (ถ้าพวกมึงไปโดยทิ้งกูไว้ที่นี่คนเดียว พวกมึงไม่ใช่เพื่อนกู) แต่พวกผมก็ไปกันครับ พอกลับมาหาพี่ป๊อปที่ รพ.พี่ป๊อปทักว่า พวก เอง คือ ใคร….. 555

ใน Leh

รายละเอียดเส้นทาง ช่วงสอง Leh – Pangong – Leh

ช่วงนี้ที่เราต้องเปลี่ยนรถและเช่าจากอีกเจ้า เราต้องเช่ารถจี๊บ 4 ล้อขับตามแล้วให้พี่ป๊อปกอดถังออกซิเจนนั่งบนรถไปแทนครับ เพราะพี่แกขับมอไซค์ไม่ไหวแล้วครับ

Leh – Pangong : เราออกจาก Leh ประมาณ 10 โมงเช้า ขับเจอถนนแย่ๆเหมือนเดิม พวกเราหยุดถ่ายรูปตลอดทางเพราะว่าวิวสองข้างทางตรงนี้สวยมาก มีทุกอย่างที่เราอยากเห็น ทั้งทุ่งห้า หิมะ ลำธาร และภูเขาหินที่ปลายมีหิมะปกคลุมยอดๆซึ่งสวยงามตลอดการเดินทางทางเลย และเรามาถึง Pangong lake ช่วงเย็นครับตอนพระอาทิตย์ตกพอดี ได้ถ่ายรูปนิดหน่อยแล้วก็เข้าพักครับ อากาศเย็นมากพอๆกับที่ Sarchu และเราจะพักกันที่นี่ 1 คืนครับ

Pangong Lake

Pangong Lake Pangong Lake

Pangong – Nubra : ก่อนที่จะออกเดินทาง เราไปเที่ยวดู Pangong Lake และถ่ายรูปอยู่นานเลยครับ ผมถือว่า Pangong Lake เป็นที่ที่สวยที่สุดตลอดทริปแล้ว หลังจากถ่ายรูปชมความสวยของ Pangong Lake แล้วถึงออกเดินทางไป Nubra Valley เส้นนี้เป็นเส้นทางใหม่ครับโดยเราจะไม่กลับไปที่ LEH แต่เราจะวิ่งเป็นวงกลมผ่านถนนที่ชื่อว่า Shyok

  ( ไม่รู้ใหม่ยังไงเหมือนกัน แต่เหมือนไม่ค่อยมีใครใช้เส้นนี้มั้ง โดยเท่าที่ได้ยินมาตอนแรกว่าทางแย่มากกกก ) เส้นทางเลียบแม่น้ำ โดยปกติการที่เราไป Pangong Lake แล้วจะไปต่อ Nubra Valley เราต้องกลับมาทางเดิมเกือบถึง Leh แล้วค่อยตัดเข้าทางที่จะไป Nubra แต่นี่เราไม่ต้องกลับไปที่ LEH แต่เราสามารถขับขึ้นไป Nubra Valley ได้เลย ทางช่วงแรกๆก็ถือว่าดีครับจนแอบสงสัยว่าไม่ดียังไง พอพูดเสร็จเท่านั้นแหละเจอเลยครับแย่จริงๆบางช่วงเป็นถนนหินก้อนโตๆที่เขาปูบนถนนก่อนเอารถเหยียบบด หินคมๆเลย ผมกลัวยางแตกมาก และเราไปถึง Nubra Valley ประมาณ 4 หรือ 5 โมงเย็นมั้ง และเราจะพักที่นี่ 1 คืน

ระหว่างทาง Pangong Nubra ระหว่างทาง Pangong Nubra

Nubra – Hunder : ระยะทางแค่ 55 กิโลเท่านั้นเอง ใกล้มากๆ และจะไปพัก Hunder เพื่อไปขี่อูฐสองหนอกที่มีที่เดียวในโลกครับ และเราจะ พักที่นี่ 1 คืน

GOPR1435

 

Hunder – Khardungla – Leh : วันสุดท้ายของทริปนี้ และเป็นการเดินทางที่น่าจดจำอีกวันเพราะวันนี้เราเดินทางขึ้นบนถนนที่สูงที่สุดในโลกนั่นก็คือ Khardungla Top ครับ ครึ่งแรกทางยังดีอยู่ครับแต่พอครึ่งหลังนี่ ทางแย่มากกกก แย่แบบแทบไม่อยากนั่งขี่เลย ยืนขับยาวๆ การได้มาที่นี่ทำให้รู้สึกเหมือนได้พิชิตจุดหมายของทริปนี้เหมือนได้จบทริปอย่างสวยงาม แต่จริงๆแล้วถ้าพูดถึงด้านทัศนียภาพที่นี่เฉยๆครับ ที่ Tanglangla สวยกว่ามากมาย แต่เรามาถึงตรงนี้แล้วถ้าจะไม่มาพิชิตยอดถนนที่สูงที่สุดในโลกมันก็เหมือนกับเรามาไม่ถึงล่ะครับ แล้วเราจะพลาดได้ไง

GOPR1513

GOPR1536

ปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นและเกิดขึ้นกับเรา

ปัญหาแรกคือมอไซค์: เนื่องจากผมไม่ค่อยรู้เรื่องมอไซค์มากอาจจะอธิบายไม่ถูกบ้างน่ะครับ ปัญหาหลักแรกที่เจอคือรถอืดครับ บิดแล้วไม่ไป อาการมันมาเป็นตอนหลัง หลังจากขับมาอยู่บนเขาสูงครับ ช่างบอกว่าอาจจะเป็นเพราะอากาศเบาบางเลยทำให้รถได้อากาศไม่พอเลยวิ่งอืด ช่างเลยถอดตัวกรองอากาศเก็บใส่กระเป๋าเลยครับ ก็รู้สึกวิ่งดีขึ้น คืออาการวิ่งอืดนี่ไม่ได้เป็นตลอด เป็นๆหายๆ พอถึง Sarchu ช่างก็มาเช็ครถทุกคันอีกรอบ เห็นเช็คอะไรหลายๆอย่างและนานอยู่พอสมควรและรถก็วิ่งดีขึ้นมาอีกหน่อย
ปัญหาที่สองที่เจอและเป็นปัญหาไฮไลท์ของทริปเลยคือ รถยางแตกบนยอดถนนสูงสุดเป็นอันดับ2ของโลก OMG!! 555+ คิดแล้วฮาครับ คือยางแตกครั้งเดียวตลอดทั้งทริป และดันไปแตกบนยอดสูง สมาชิกเกิดอาการปวดหัวมาก จาก AMS และเรื่องราวสุดดราม่าก็เกิดขึ้น แน่นอนว่าโชคดีที่เรามีช่าง ช่างก็เริ่มลงมือถอดล้อเพื่อมาเปลี่ยนยางในครับ ( ช่างพกอุปกรณ์ซ่อมแซมและสำรองมาครบ ) ถอดล้อใช้เวลาแป๊บเดียวครับ แต่เวลาที่เสียและใช้เยอะสุดคือตอนงัดยางเพราะยางนอกแข็งมากเนื่องจากอากาศที่หนาวจัดบนนั้น

รอบแรก: ถอดยางในออกแล้วใส่เข้าไปใหม่ก็เริ่มสูบลมเข้าไปครับ ที่สูบลมก็แบบยืนแล้วใช้มือสูบทั่วๆไป สูบสักพักเอ๊ะ ทำไมไม่เต็มสักที ผมกับช่างผลัดกันเช็คครับว่าสูบเข้าหรือไม่เข้า ยางแข็งขึ้นไหม ? สูบไปสักพักรู้สึกว่าไม่เข้าแล้ว ช่างเริ่มคิดว่ายางในแตกอีกรอบหรือเปล่าเพราะเอาตะปูหรืออะไรก็ตามที่ทำให้แตกยังเองออกมาไม่หมดหรือเปล่า สักพักก็มีรถ SUV ขับผ่านมาจอดถ่ายรูปพอดีและเขาก็เห็นเรายางแตกและกำลังสูบลมอย่างเหน็ดเหนื่อย เขาเลยมาถามครับว่ารถเขามีที่สูบลมไฟฟ้า ลองดูไหม ก็เลยได้ไปลองสูบจากรถเขาครับ แต่ก็สูบไม่เข้า เข้าแค่นิดเดียว แล้วรถเขาก็ขอตัวขับต่อไปครับ ช่างตอนนี้ก็รู้สึกมั่นใจแล้วว่ายางต้องแตกอีกรอบแน่ๆเลย ก็เลยทำการงัดยางเปลี่ยนยางในอีกรอบ และก็ได้พบว่ายางในแตกจริงๆ แต่ไม่ได้แตกเพราะยังมีอะไรเหลือในยาง แต่เพราะแตกตอนพยายามใช้เหล็กงัดยางแล้วน่าจะไปโดนยางในแน่ๆ

รอบสอง: ก็เสียเวลางัดยางเข้าออกอีกรอบ ตามที่บอกครับงัดยางใช้เวลามาก ยางแข็งจริงๆ แล้วก็เริ่มสูบลมอีกครั้ง ครั้งนี้ผมขอช่วยช่างสูบลมดูแต่เขาก็เตือนครับว่าอย่าเลยเดี๋ยวแป๊บเดียวก็หอบ แต่ผมก็ขอช่วยลองดูหน่อย ผมกดสูบได้ประมาณ 10 ครั้งครับ หอบกิน เหนื่อยมาก ก็น่าจะเพราะเป็นที่สูงและอากาศเบาบาง สูบไปสักพักก็เหมือนเดิม เติมได้นิดเดียวแล้วก็ไม่เข้าอีก หันมองหน้าช่าง ช่างก็ทำหน้าเซ็ง ผมถามช่างเป็นไรอีก ช่างบอกน่าจะแตกอีกรอบ ผมนี่ WTF เลยครับ นี่ต้องลองแบบนี้อีกกี่รอบเนี๊ยะ แต่ในความไม่โชคดีก็มีความโชคดีหน่อยนึงคือ บนจุดสูงสุดนั่นมีร้านกาแฟของพื้นที่ 1 ร้านครับเป็นเต็นท์ ( มีออยู่ร้านเดียว ) ตอนนั้นเย็นล่ะ 4-5 โมง นักท่องเที่ยวแทบไม่เหลือล่ะ เขาก็เดินมองดูเรื่อยๆอยู่ แล้วเขาก็เดินมาหาครับว่า ทำไรกันตั้งนานยังไม่เสร็จอีกหรอ และเขาก็เริ่มช่วยครับ

ตัดกลับมาเล่าเรื่องพี่หยกหน่อย ที่ตอนนี้มีอาการปวดหัวมากๆ ปวดขึ้นเรื่อยๆแถมอากาศก็เย็นลมก็แรง ขนาดหยิบเสื้อกันฝนออกมาใส่เองยังใส่ไม่ได้เลยครับ ผมต้องช่วยพยุงให้ยืนและจับใส่เท้าใส่มือถึงจะได้ พื้นดินสกปรกๆข้างๆที่มีขยะตามพื้น เขายังไม่สนลงไปนอนเฉยเลย แต่ก็ยังพยายามเข้ามาดูว่าซ่อมถึงใหนแล้ว ช่วยยืนทับยางตอนงัดอยู่เรื่อยๆ แต่อาการเขาแย่จริงๆ ตอนนั้นเมฆเริ่มปิดเข้ามาเหมือนจะมีฝนตกแสงเริ่มไม่มีและหิมะก็เริ่มตกครับ หิมะไม่ใช่เม็ดใหญ่มากเป็นแค่ละอองเล็กๆ ผมบอกพี่หยกออกอาการดีใจ เห้ยพี่นี่หิมะตกแรกของผมเลยน่ะ พี่เขาแทบไม่สนใจอะไร 555+ เพราะเขาปวดหัวหง่ะ จริงๆก็คิดว่าอย่าตกหนักเชียวนะไม่งั้นคงมีปัญหากับการซ่อมและขับรถลงเขาแน่ๆ แต่ลึกๆก็อยากเล่นหิมะ ตัดกลับมาที่ช่างครับ ปล่อยให้พี่หยกนอนนั่งปวดหัวเผชิญชะตากรรมต่อไป 555+ ( เป็นเรื่องน่าหัวเราะไหมเนี่ย ) มีอยู่ครั้งนึงเขานั่งบนหินแล้วหลับครับตัวเอียงเกือบล้มไม่รู้ตัวแต่ดีที่ผมยืนอยู่ข้างๆเลยรีบคว้าไว้ทัน

รอบสาม : ช่างกับพี่เจ้าของร้านชาก็ช่วยกันงัดยางแล้วมาดูครับว่าแตกอีกรอบจริงไหม และจะได้เปลี่ยนยางในเส้น 3 เข้าไป พอถอดออกมายางในก็ไม่ได้มีรอยแตกครับ ลองสูบลมดูแต่สูบไม่เข้า เอ้าเห้ยนี่แปลว่าที่สูบลมเราพังหรอเนี่ย เวรกำ คือมันสูบได้นิดนึงแล้วสูบต่อไม่ได้ แรงดันไม่พอ ที่สูบลมมีปัญหา พอดีร้านชาเขามีที่สูบลมเลยเอามาลองสูบดูและก็สูบเข้าครับ ก็เลยทำการเปลี่ยนยางในเส้นสามเข้าไป ( ก็งงทำไมไม่เอาเส้น 2 กลับเข้าไป ) ให้พี่ร้านชาช่วยค่อยๆงัดจะได้ไม่งัดโดนยางในขาดและก็สำเร็จครับงัดเรียบร้อย สูบลมและก็ใส่ล้อเข้าไปใหม่

ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงได้ ตอนนั้นเริ่มจะไม่มีแสงแล้ว กลัวว่าจะมืดแล้วลงไม่ทันเหมือนกัน แต่ก็โชคดีครับที่ลงทัน พวกผมคิดว่าเพื่อนที่ขับลงไปก่อนหน้านี้คงขับไปรอที่ Leh แล้ว ซึ่งห่างออกไปอีกแค่ประมาณ 10-20 โล แต่จริงๆรออยู่ที่ร้านอาหารข้างล่างครับ ซึ่งมีห้องให้เช่านอนด้วย ระหว่างขับลงก็มีเพื่อนขับย้อนซ้อน 2 ขึ้นมาตามด้วยว่าทำไมเรายังไม่ลงกันอีก มีปัญหาอะไรเยอะหรือเปล่า แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีครับ เจอกันระหว่างทางแล้วก็ให้พี่หยกไปนั่งซ้อนแทนแล้วขับลงไปเจอกันที่ร้านอาหารตรงที่เพื่อนคนอื่นๆรออยู่ครับ

ยางแตก Tanglang La

และนั่นก็คือประสบการณ์รถยางแตกที่ไม่ธรรมดาจริงๆ แตกบนจุดชมวิวที่สูงสุด ออกแรงนิดไรหน่อยก็เหนี่อย แถมปวดหัวอีก หิมะเริ่มตก แสงเริ่มจะหมดไป

ปัญหาสองคืออาการป่วย AMS ( Acute Mountain Sickness )ตามที่บอกไปข้างต้นครับ พวกผมทราบก่อนอยู่แล้วว่าอาจเกิดอาการป่วยได้เลยได้กินยา Diamox ป้องกันแต่แรก แต่แต่แต่ มันเอาไม่อยู่ครับ สมาชิก 6 คน ป่วยปวดหัวถึง 5 คน หนึ่งในห้าดันปวดหนักจนขี่รถไม่ไหวอีก อารมณ์กร่อยตลอดทางครับเลย ช่างที่ซ้อนมากับเราต้องมาขี่แทน

พอมาถึง Leh ดูอาการไม่ค่อยไหวแน่ๆเลยถามเขาและตัดสินใจส่งเข้าไปเช็คที่โรงพยาบาลครับ เช็คก็ได้ผลว่า ปริมาณ oxygen ในเลือดต่ำมากอยู่ที่ระดับ 59 (คนปกติควรอยู่ที่ 98 ) หมอเลยบอกให้นอนให้ oxygen ที่โรงพยาบาล 1 คืนครับ แล้วพรุ่งนี้ถึงกลับได้ พอถึงตอนเช้าวัดได้เกือบ 70 ครับ พยาบาลเองก็งงทำไมเพิ่มมาน้อยจัง ก็เลยต้องนอนโรงพยาบาลต่อครับ ในห้องป่วยรวมที่นอนอยู่นั้นก็มีผู้ป่วยคนอื่นประมาณ 10 เตียงได้ครับ เป็นนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่มีอาการเหมือนกัน แต่พอตกเย็นคนอื่นกลับไปแทบหมดแล้วครับมีแต่พี่ป๊อบเรานี่แหละที่ยังไม่ปกติสักที และโดยแผนการเดิมคือวันรุ่งขึ้นเราต้องเดินทางไป Pangong ครับ ซึ่งเป็นที่สูงกว่า Leh เยอะพอสมควร และโดยปกติคนที่มีอาการป่วย AMS ห้ามขึ้นที่สูงขึ้นไปอีก เราก็ได้คิดได้คุยปรึกษากันอยู่นานครับ ทั้งมีความคิดว่าจะให้พี่ป๊อปนอนรอเราที่ LEH ไหมไม่ต้องไปกับเรา เพราะอาการอาจจะแย่ได้ คิดไปคิดมาคุยไปคุยมา พี่ป๊อปบอกว่าเขาจะไม่นอนที่โรงบาลอีกคืนเด็ดขาด และตอนนั้นก็ประมาณ 4 ทุ่มแล้วครับ สรุปกันว่าจะให้พี่ป๊อปออกจากโรงพยาบาลแล้วเราจะเช่ารถจี๊บให้พี่ป๊อปนั่งไป( ไม่ต้องขับมอไซค์ )และเช่าถัง oxygen ไปด้วยเผื่ออาการแย่จะได้ใช้ครับ ( ปล. ค่ารถจี๊บ 20,000 รูปี รวมน้ำมันแล้วตลอด 4 วัน ,ค่าเช่าถัง oxygen 3000 รูปี จะใช้ไม่ใช้ก็ไม่มีคืน ) และก่อนออกจากโรงพยาบาลลองวัดค่าอ๊อกซิเจนอีกครั้งได้ประมาณ 84 หล่ะ

และพี่ป๊อปก็นั่งรถไปและมี oxygen คู่ใจไว้ให้รู้สึกสบายใจตลอดทางครับ 555+ จบทริปอย่างสวยงามและอาการพี่ป๊อปก็ไม่ได้แย่ขึ้นครับ ถึงแม้จะไปบน Khardungla สูงกว่า 18,xxx ฟุต ก็ไม่มีอาการป่วยเหมือนแต่ก่อนเพราะแกกอดถังออกซิเจนไม่ปล่อยเลย

13568965_10207023418531061_741145369269006612_o

ทิประหว่างการขับขี่

ดื่มน้ำและกินช๊อกโกแล๊ตเยอะๆ : ได้เหตุผลมาว่าให้กินน้ำเยอะๆตลอดทาง หยุดฉี่บ่อยไม่เป็นไร แต่ให้กินน้ำเยอะๆร่างกายจะได้ไม่ขาดน้ำและน้ำยังทำให้เลือดไม่ข้นทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก และ กินช๊อกโกแลตเยอะๆด้วยเช่นกันเพราะมีพลังงานสูง พวกผมนี่ซื้อตุนไว้อย่างเยอะครับ และติดกระเป๋าคาดเอวไว้ตลอดแป๊บๆก็เอามากิน ช๊อกโกแลตที่อินเดียราคาถูกมากครับ ส่วนใหญ่ที่ผมซื้อไว้ก็เป็น snicker อิ่มท้องด้วย

ทางโค้งมุมอับ :คือถนนโซนนั้นเป็นถนนเลนเดียวจะมีรถสวนเรื่อยๆ เวลาเจอทางโค้งมักจะไม่เห็นรถอีกฝั่งครับ ควรจะบีบแตรตลอดทุกโค้ง ที่อินเดียบีบแตรเป็นเรื่องปกติครับ บีบกันว่าเล่น ไม่เหมือนที่ไทยที่การบีบแตรจะคิดว่าเป็นการด่าหาเรื่อง

อย่าขี่เร็ว : คือบางทีเราคิดว่าเจอถนนดีจะใช้ความเร็วได้เต็มที่ แต่บางครั้งถนนจะเปลี่ยนรูปแล้วเจอทางแย่โดยไม่ทันตั้งตัวครับ ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ไม่แนะนำให้ขี่เร็วมากครับ ผมหลายครั้งใช้ความเร็วมาอยู่ๆเจอทรายเต็มถนนเลย  เป๋ไปหลายรอบครับ

สัญญาณโทรศัพท์และเน็ต 3G

โดยส่วนตัวผมทราบอยู่แล้วครับว่าแถวที่เราจะขี่กันไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ถึงที่ๆมีสัญญาณเราก็จะใช้โทรไม่ได้เพราะพื้นที่รัฐ Jammu & Kashmir ใช้กฎหมายพิเศษคือที่นี่จะใช้ได้แค่ซิมแบบรายเดือน ซิมแบบเติมเงินของที่อื่นถึงแม้จะเป็นของอินเดียก็จะใช้ที่นี่ไม่ได้ แต่ก็มีพี่คนนึงได้ลองซื้อซิม AIS แบบโรมมิ่งต่างประเทศไปใช้ครับ ก็ใช้ได้แค่ที่ Delhi และ Manali อีกนิดหน่อยและใช้ที่อื่นไม่ได้อีกเลย

ตามโรงแรมและร้านอาหารที่ Leh และ Manali จะมีเน็ต Wifi ให้เล่นครับแต่จะช้ามากและบางครั้งบางโทรศัพท์จะต่อไม่ได้ด้วยเช่นกัน เหมือน router รับโหลดการเชื่อมต่อได้แค่นั้น

อาหารการกิน

แน่นอนว่าอาหารอินเดียอาจจะถูกปากบางคน บางคนไม่ชอบก็แล้วแต่ครับ ราคาอาหารตามร้านในเมืองต่อมื้อจะตกประมาณ 150 – 250 รูปี ส่วนระหว่างการขับขี่ก็จะที่พักรถให้กินอาหารเล็กน้อยซึ่งส่วนใหญ่ที่กินกันคือ Maggi ( มาม่าอินเดีย รสมาซาล่า ) , Momo ( เกี๊ยวซ่า ) , Chowmein ( ยากิโซบะ )

น้ำขวดมีให้ซื้อกินทุกที่ที่มีร้านค้าครับ แต่เป็นไปได้ซื้อเผื่อไว้ตลอดก็ดีครับ เพราะน้ำไม่ควรขาด ต้องกินตลอด น้ำขวด 1 ลิตร ราคาปกติ 20 รูปีครับ แต่บางที่ขาย 30 รูปี (แล้วแต่พื้นที่ในการยากจัดส่ง )

 

ที่พักที่ใหนบ้าง

เริ่มจากคืนแรกที่ Manaliพักที่ Valley View วิวสวยมากครับ ห้องดีห้องส้วมชักโครก มีเครื่องทำน้ำอุ่นอาบน้ำ ทุกคนประทับใจ ข้อดีอีกอย่างของที่นี่คืออยู่ใกล้กับร้านที่พวกผมเช่ามอไซค์มากๆๆครับ เดินไป 2 นาทีถึง

https://www.tripadvisor.com/Hotel_Review-g297618-d7689525-Reviews-Hotel_Valley_View-Manali_Himachal_Pradesh.htmlGOPR0161

IMG_20160620_104436 GOPR0163

คืนที่ 2 ที่ Keylong : ตอนแรกจองไว้ที่ Valley View เหมือนกัน ( คือเขามีสาขาที่ Keylong ด้วย ) แต่ที่นี่ห่วยมากครับ ต่างกับฟ้ากับเหว ไปถึงย้ายครับ ย้ายโรงแรมไปพักที่อื่น มาพักที่ New Gyespa & Restaurant  ห้องส้วมชักโครก มีเครื่องทำน้ำอุ่นอาบน้ำ ที่นี่เป็นเมืองมีที่พักเยอะครับ เลือกได้ตามสบายใจ https://www.tripadvisor.com/Hotel_Review-g1087546-d4456061-Reviews-New_Gyespa_Hotel-Keylong_Himachal_Pradesh.html

PANO_20160621_090936 GOPR0530

คืนที่ 3 Sarchu : ที่นี่นอนเต้นแค้มป์ครับผม เท่าที่เห็นก็มีแคมป์ให้เลือกพักอยู่ประมาณ 5 อันครับ พวกผมพักที่ Dorge Camp https://www.tripadvisor.in/Hotel_Review-g8469402-d8467619-Reviews-Dorje_Camps-Sarchu_Himachal_Pradesh.html  คุยจองก่อนล่วงหน้าผ่าน Email แบบไม่จ่ายเงิน ไปจ่ายที่นั่นทั้งหมด ( มันจะเรียกว่าจองไหมอ่ะ ) พอเราไปถึงเกือบดึกครับ ที่พักเกือบถูกยกให้คนอื่น มีชักโครก แต่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่ได้อาบน้ำกันครับ ที่นี่อากาศเย็นมากกก

IMG_20160621_181936
IMG_20160621_175508 PANO_20160621_174115

ที่พัก dorgee camp

คืนที่ 4,5,6 Leh : พวกผมพักที่ Ashoka Guest House ห้องดี ห้องส้วมชักโครก มีน้ำอุ่น  แต่ไม่ชอบเจ้าของครับ พูดไม่ดี ยังกะมาขออยู่ฟรีงั้น *-* ที่พักมีให้เลือกเยอะแยะครับ ลองแล้วแต่ตามใจ

คืนที่ 7 : พักที่ Pangong Inn https://www.tripadvisor.com/Hotel_Review-g297624-d3354531-Reviews-Pangong_Inn-Ladakh_Jammu_and_Kashmir.html

คือเป็นที่พักเดียวที่สร้างด้วยปูนเป็นห้องจริงจัง อันอื่นๆเป็นเต้นครับ ห้องส้วมชักโครก มีเครื่องทำน้ำอุ่น อาหารอร่อย ผมแนะนำที่นี่เลยครับเชื่อผมซิ ผมพึ่งไปมา 555+

PANO_20160626_093040 PANO_20160626_093530

PANO_20160625_185008

วิวจากที่พัก

GOPR1215

 

คืนที่ 8 Nubra : Nubra Ecolodge ที่พักดี ห้องส้วมชักโครก มีเครื่องทำน้ำอุ่น ที่นี่พอมีไฟฟ้าจะมี wifi ให้เล่น  https://www.tripadvisor.com/Hotel_Review-g1156049-d6967999-Reviews-Nubra_Ecolodge-Nubra_Valley_Ladakh_Jammu_and_Kashmir.html  PANO_20160627_095837 PANO_20160627_095852

 

คืนที่ 9 Hunder : Hunder Resort   ห้องส้วมชักโครก มีเครื่องทำน้ำอุ่น  เป็นที่พักที่ดีที่สุดของทริปนี้ครับ ห้องใหญ่มากกครับ GOPR1380 GOPR1386

 GOPR1381

 

คืนที่ 10 , 11 Leh :  Saila Guest House, ดีครับ อยู่ใกล้ตลาด ห้องดี ห้องน้ำกว้าง ( กว้างเกือบจะเท่าห้องนอน ) , เจ้าของผู้หญิงพูดดี ไม่มีที่จอดรถ ทางเข้าอยู่ในหลืบ

เรื่อง Permit ใบอณุญาติ เข้าสถานที่

ก่อนหน้านี้ที่เราหาข้อมูลกันไว้คือใช้ permit แค่อันเดียวครับ คือ permit ที่ใช้ตอนจะไป Pangong Lake กับ Khardungla ( ใช้อันเดียวกัน ) แต่พอไปถึงที่นั่น ร้านเช่ามอไซค์บอกว่าต้องใช้เพื่อเข้า Rohtang Pass ด้วย เขาบอกว่าสำหรับ Rohtang Pass นี่มันเพิ่งเพิ่มเข้ามา เลยต้องไปทำอันนี้ด้วยครับ

ใบ Permit สำหรับ Rohtang Pass : อันนี้ต้องทำจาก Manali เลย ออฟฟิสที่ทำอยู่ใน Mall Road ในเมือง พวกผมไปทำกันเอง ทำแป๊บเดียว แต่ดูเหมือนว่า office มันปิดตอนเที่ยงพอดีครับ พวกผมไปช้าเลยต้องไปง้อนิดหน่อย เอกสารที่ต้องใช้จะเป็นเอกสารมอไซค์ (เลขทะเบียน)และมีฟอร์มการขอ ใบขับขี่ ร้านเช่ามอไซค์จะรู้ครับ เขาจัดเตรียมให้หมดเลย ( จริงๆ ร้านมอไซค์เขาน่าจะไปทำให้ได้แหละ แต่วันนั้นเหมือนคนงานเขาไม่ว่างสักคน เขาเลยเตรียมทั้งหมดให้เรา แล้วส่งให้เราไปทำเองครับ )  ไปถึงก็ยื่นเอกสาร จ่ายตัง แล้วก็ได้เลย ไม่ถึง 10 นาที ครับ  ถ้าจำไม่ผิดเสียประมาณคนหล่ะ 100 รูปี

ใบ Permit สำหรับ Pangong , Khardungla : อันนี้ตอนไปทำวีซ่าที่ไทยก็ได้ทราบมาว่าทำได้ตั้งแต่ที่นี่เลยครับ แต่ต้องรอ 2 เดือน เหอะๆ ตอนแรกก็ตกใจว่าทำไมทำนานจัง แล้วแบบนี้ไปถึงที่อินเดียจะใช้เวลานานแบบนี้ไหมเนี่ยะ แต่พอไปถึงได้รู้ว่าทำง่ายครับ ให้ร้านเช่ามอไซค์ทำให้เสียคนหล่ะประมาณ 600 รูปี  ตอนแรกก็สงสัยเรื่องราคาครับว่าร้านมอไซค์ที่จะทำให้เราเนี่ยะเขาคิดแพงไปหรือเปล่า เลยเดินไปออฟฟิสการท่องเที่ยวเลยครับ อยู่ใกล้ๆ ก็ได้ทราบมาว่าราคาประมาณนี้แหละ แต่เขาไม่ทำให้ตรงๆกับนักท่องเที่ยว ต้องทำผ่านทัวร์หรือร้านเช่ามอไซค์นั่นเอง อันนี้จะใช้ passport เท่านั้น

 

สิ่งที่ควรพกและผมคิดว่ามีประโยชน์มาก( บางอย่างผมไม่ได้พกไป แต่ถ้ามีจะแจ่มมาก )

ทียึดขวดน้ำบนรถมอไซ: คืออันนี้ผมไม่มีครับ และตามที่ผมบอกไปน้ำสำคัญมากต้องติดรถเราไว้เสมอเลย จะได้หยิบมากินบ่อย สิ่งที่ผมทำคือเอาไปรัดไว้กับกระเป๋าและมันก็หล่นหายตอนขับครับ ถนนแย่กระแทกตลอด ขนาดรัดไว้แน่นๆกับกระเป๋าน่ะ ผมคิดว่าถ้ามีโอกาศไปครั้งหน้าจะหาที่ยึดแบบจักรยานที่เขาติดกันคับ จะได้สดวกต่อการหยิบกิน
หมวกเปิดคาง : ก็อีกนั่นแหละ จะได้เปิดปิด กินน้ำ กินช๊อกโกแล็ตง่ายๆ บอกเลยกินตลอดทาง
ลิปบาล์ม : ครีมทาริมฝีปากนั่นเองเพราะอากาศแห้ง ริมฝีปากจะแตกและแห้งครับ
ครีมกันแดด : ถ้าหน้าทุกวัน ผมไม่มี ปกติก็ดำอยู่แล้ว ดำขึ้นไปอีก
ผ้าบัฟฝุ่นเยอะมาก กันแดดกันฝุ่นกันหน้าดำอีกนั่นแหละ และอากาศหนาวๆผ้าบัฟช่วยได้เยอะเลย มันทำให้โพรงจมูกเราไม่แห้งและเย็นครับ เพราะวันแรกที่ถึงมะนาลีพวกเราก็เส้นเลือดฝอยในจมูกแตกกันหลายคนแล้วครับ
เสื้อกันหนาวหรือเสื้อการ์ด: อากาศเย็นครับ กันหนาวกันลมเวลาขับ
การ์ดเข่าด้วย : อันนี้แล้วแต่ บางที่ข้างถนนมีแต่หินใหญ่ๆ ถนนก็หินแหลมๆ คิดแล้วเสียวครับ ถ้าล้มโดนเข่านี่คงร้องแน่ๆ
หมวกปิดหูกันลมหนาว : บางที่ลมแรงครับ อยากมีไรมาปิดหูมากๆๆๆ

ถุงเท้ากันน้ำ : จำเป็นครับเพราะเราผ่านแอ่งน้ำหลายที่ และน้ำก็เย็นมาก ถ้าพลาดขาเปียกน้ำจะทรมานมากครับ

 

รูปอื่นๆครับ

PANO_20160621_174115 IMG_20160628_113639 PANO_20160627_180015 PANO_20160626_095254

IMG_20160625_175104-01 PANO_20160625_154948 PANO_20160625_135420 PANO_20160620_161445-01 1466680409492 IMG_20160622_180442 IMG_20160622_132750 PANO_20160622_101621 IMG_25590625_220922 PANO_20160621_190609-01

IMG_20160620_132120

PANO_20160628_170234